วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ปลอมเอกสารกู้ยืมเงิน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5612/2567
ป.อ. ม. 1 (9), ม. 264 วรรคแรก, ม. 265
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง, ม. 225
         คำขอกู้ยืมเงิน/หนังสือกู้ยืมเงิน/หนังสือสัญญาค้ำประกันโครงการช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบภาวะความเดือดร้อนด้านการเงินพร้อมด้วยหนังสือยินยอมให้หักเงินปันผล – เฉลี่ยคืนหรือเงินอื่นใดที่พึงจะได้รับจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. กับคำขอและหนังสือกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉินเป็นเอกสารสิทธิหรือไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้มีการยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 2 ก็หยิบยกขึ้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 
         เห็นว่า แม้เอกสารการกู้ยืมเงิน 2 ชุดดังกล่าว จะใช้ถ้อยคำชื่อเอกสารทำนองว่าเป็นคำขอกู้ยืมเงิน และเนื้อหาของเอกสารระบุให้เข้าใจได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะต้องพิจารณาตามคำขอกู้เสียก่อนว่าจะอนุมัติให้กู้ยืมเงินหรือไม่ อันมีลักษณะเป็นคำเสนอตามที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ชื่อเอกสารดังกล่าวก็ระบุด้วยว่าเป็นหนังสือกู้ยืมเงินกับหนังสือกู้เงิน และเนื้อหาในเอกสารก็มีระบุไว้ชัดว่าผู้เสียหายที่ 2 ตกลงผูกพันเป็นผู้กู้และจะชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ในฐานะผู้ให้กู้ ส่อแสดงว่าคู่สัญญาประสงค์ให้ใช้เอกสารฉบับเดียวกันนั้นเป็นทั้งคำขอกู้และสัญญากู้ยืมเงินในคราวเดียว เป็นหลักฐานแห่งการก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 โดยสภาพของเอกสารจึงถือได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิตามบทนิยามของ ป.อ. มาตรา 1 (9) แล้ว 
        ส่วนในขณะที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายที่ 2 ในคำขอกู้ยืมเงินและหนังสือกู้เงินดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่ได้อนุมัติให้ผู้เสียหายที่ 2 กู้เงินดังที่จำเลยที่ 2 อ้างในฎีกา ก็หาทำให้เอกสารการกู้ยืมเงิน 2 ชุดดังกล่าว ไม่เป็นเอกสารสิทธิแต่อย่างใด
        การกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก เป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ไม่ใช่ผลที่ต้องเกิดจากการกระทำ เพียงแต่น่าจะเกิดความเสียหาย แม้จะไม่เกิดขึ้นก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว และความเสียหายที่น่าจะเกิดนั้นอาจเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือความเสียหายอื่นใดอันกฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง หรือสามารถพิจารณาเห็นได้จากความคิดเห็นของวิญญูชนทั่วไปก็ได้ ในคดีนี้ ความถูกต้องแท้จริงของหลักฐานการกู้ยืมเงินซึ่งผู้เสียหายที่ 1 พึงได้รับการคุ้มครองเพื่อที่จะสามารถบังคับตามสัญญาเอาแก่ผู้กู้ได้โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญา แม้ในขณะจำเลยที่ 2 กรอกข้อความและลงลายมือชื่อผู้เสียหายที่ 2 ปลอม ยังไม่มีการนำเอกสารการกู้ยืมเงินไปแสดงต่อผู้เสียหายที่ 1 ก็ดี ผู้เสียหายที่ 2 มีเจตนากู้ยืมเงินจากผู้เสียหายที่ 1 ก็ดี จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวก็ดี แต่พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 2 น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 1 ครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิแล้ว

ปลอมแผ่นป้ายประจำรถหลายคัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4943/2568
ป.อ. ม. 91, ม. 265, ม. 268
       จำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และปลอมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี กับปลอมรายการจดทะเบียนรถยนต์ แล้วนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีปลอมที่ทำขึ้นไปติดไว้กับรถยนต์ 2 คัน โดยเก็บรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมไว้ในรถยนต์ทั้ง 2 คันดังกล่าว เพื่อแสดงต่อบุคคลทั่วไปที่พบเห็น ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำต่อรถยนต์ 2 คัน รวมถึงแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีปลอม และรายการจดทะเบียนรถยนต์ปลอมที่ใช้กับรถยนต์แต่ละคันก็เป็นคนละชุดกัน การกระทำของจำเลยย่อมมีเจตนาและความมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้กับรถยนต์แต่ละคันแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 889/2569
ป.อ. ม. 1 (9), ม. 90, ม. 91, ม. 265, ม. 268, ม. 341
       ป.อ. มาตรา 91 บัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือวาระเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกัน ก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้
       จำเลยปลอมหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 30 สิงหาคม 2560 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 3 ตุลาคม 2560 จำนวน 3 ครั้ง และวันที่ 10 ตุลาคม 2560 จำนวน 2 ครั้ง และในแต่ละวันหลังจำเลยปลอมเอกสารดังกล่าวแล้ว จำเลยนำเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อฉ้อโกงผู้เสียหาย แม้จำเลยนำเอกสารสิทธิปลอมหลายฉบับนั้นไปใช้ในวันเดียวกัน โดยยื่นต่อผู้เสียหายเพื่อขออนุมัติเงินกู้จากผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายต้องพิจารณาอนุมัติเป็นรายเรื่องรายกรณีไปตามเนื้อความในเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าว 
       การปลอมหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกัน และการใช้หนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันอันเป็นเอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวยื่นแสดงต่อผู้เสียหายเพื่อฉ้อโกงเอาเงินจากผู้เสียหายแต่ละครั้ง แม้กระทำวันวันเดียวกันก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาแยกจากกันและเป็นการกระทำที่แยกกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นหลายกรรม

กระทำความผิดนอกราอาณาจักร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 889/2569
ป.อ. ม. 7, ม. 8, ม. 10, ม. 264, ม. 266, ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
         หลักการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) เป็นการนำหลักการห้ามดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยมาใช้ จึงต้องพิจารณาว่าการนำคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องต่อศาลต่างประเทศจะนำมาใช้กับศาลไทยได้หรือไม่ เห็นว่าศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ ไม่อยู่ในอาณัติหรือภายใต้อำนาจของรัฐอื่น หากยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศที่พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องมาใช้กับหลักการห้ามการดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยในประเทศไทย ก็เท่ากับยอมมอบอำนาจอธิปไตยทางการศาลให้แก่รัฐต่างประเทศ การนำหลักการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง จึงหมายถึงคำพิพากษาของศาลไทยเท่านั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์จึงไม่ระงับ
        คดีนี้เป็นความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องขอให้ลงโทษในความผิดเกี่ยวกับเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 264 และ มาตรา 268 ซึ่งจำเลยจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 8 (ก) (2) ส่วนจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เป็นไปตาม ป.อ. มาตรา 10 การพักการลงโทษในประเทศไทยกับการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษที่แตกต่างกัน ไม่อาจนำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมาเป็นเงื่อนไขเพื่อรับฟังว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและพ้นโทษแล้ว หรือได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศมาแล้วบางส่วนได้ จึงต้องถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศ ศาลไทยจึงลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรอีกได้ตาม ป.อ. มาตรา 10
        ความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) เป็นความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 7 (2) ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ (2) ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 240 ถึง มาตรา 249 มาตรา 254 มาตรา 256 มาตรา 257 และมาตรา 266 (3) และ (4) ความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 7 เป็นความผิดที่มีผลกระทบถึงความมั่นคงของประเทศทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม แม้การกระทำความผิดจะเกิดนอกราชอาณาจักร ศาลไทยก็ลงโทษได้โดยไม่ต้องมีการร้องขอให้ลงโทษดั่งเช่นมาตรา 8 โจทก์มีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา 266 แสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามมาตรา 266 (4) อันเป็นความผิดที่ระบุไว้ในมาตรา 7 (2) แล้ว ประกอบกับความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและนำไปใช้ จึงต้องลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4) และตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งการลงโทษตามมาตรา 268 ก็เป็นความผิดที่ระบุไว้ในบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 วรรคสอง (2) เช่นกัน จำเลยจึงต้องรับโทษในความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) มาตรา 268 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคสอง ตามคำรับสารภาพของจำเลย