วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569

กระทำความผิดนอกราอาณาจักร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 889/2569
ป.อ. ม. 7, ม. 8, ม. 10, ม. 264, ม. 266, ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
         หลักการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) เป็นการนำหลักการห้ามดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยมาใช้ จึงต้องพิจารณาว่าการนำคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องต่อศาลต่างประเทศจะนำมาใช้กับศาลไทยได้หรือไม่ เห็นว่าศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ ไม่อยู่ในอาณัติหรือภายใต้อำนาจของรัฐอื่น หากยอมรับคำพิพากษาของศาลต่างประเทศที่พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องมาใช้กับหลักการห้ามการดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยในประเทศไทย ก็เท่ากับยอมมอบอำนาจอธิปไตยทางการศาลให้แก่รัฐต่างประเทศ การนำหลักการห้ามฟ้องคดีอาญาในคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง จึงหมายถึงคำพิพากษาของศาลไทยเท่านั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์จึงไม่ระงับ
        คดีนี้เป็นความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องขอให้ลงโทษในความผิดเกี่ยวกับเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 264 และ มาตรา 268 ซึ่งจำเลยจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 8 (ก) (2) ส่วนจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เป็นไปตาม ป.อ. มาตรา 10 การพักการลงโทษในประเทศไทยกับการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษที่แตกต่างกัน ไม่อาจนำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพักการลงโทษของศาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนมาเป็นเงื่อนไขเพื่อรับฟังว่า ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและพ้นโทษแล้ว หรือได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศมาแล้วบางส่วนได้ จึงต้องถือว่าจำเลยยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศ ศาลไทยจึงลงโทษจำเลยในราชอาณาจักรอีกได้ตาม ป.อ. มาตรา 10
        ความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) เป็นความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 7 (2) ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ (2) ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 240 ถึง มาตรา 249 มาตรา 254 มาตรา 256 มาตรา 257 และมาตรา 266 (3) และ (4) ความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 7 เป็นความผิดที่มีผลกระทบถึงความมั่นคงของประเทศทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม แม้การกระทำความผิดจะเกิดนอกราชอาณาจักร ศาลไทยก็ลงโทษได้โดยไม่ต้องมีการร้องขอให้ลงโทษดั่งเช่นมาตรา 8 โจทก์มีคำขอให้ลงโทษตามมาตรา 266 แสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามมาตรา 266 (4) อันเป็นความผิดที่ระบุไว้ในมาตรา 7 (2) แล้ว ประกอบกับความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและนำไปใช้ จึงต้องลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4) และตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งการลงโทษตามมาตรา 268 ก็เป็นความผิดที่ระบุไว้ในบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 วรรคสอง (2) เช่นกัน จำเลยจึงต้องรับโทษในความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 266 (4) มาตรา 268 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคสอง ตามคำรับสารภาพของจำเลย